ช่วงนี้กำลังเห่อ เขียนเรื่องอะไรดีหนอ..
ขอบ่นเรื่องเกมที่พึ่งจบไปเมื่อไม่นานมานี้ก่อนดีกว่า...
Grandia III หรือ แกรนเดีย 3
แกรนเดีย 3 เป็นภาคต่อของเกม RPG (Role Playing Game) ชื่อดัง แกรนเดีย นั่นเอง
ซึ่ง 2 ภาคก่อนหน้านี้ก็ได้รับความนิยมสูงพอสมควร สำหรับภาคนี้ออกมาครั้งแรกบน
แพล็ตฟอร์ม PS2 (Play Station 2) เป็นภาคภาษาญี่ปุ่น และมีภาคภาษาอังกฤษออก
ตามมาในระยะเวลาไม่นานนัก
ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าไม่ใช่แฟนของเกมตระกูลนี้ ไม่เคยเล่นมาก่อนซักกะภาค
แต่ก็เล็งๆว่าจะเล่นมานานเหมือนกัน แถมมีแรงยุจากแฟนเกมนี้ (หุๆ จบก่อนคนยุด้วย)
กว่าจะเล่นจบก็ใช้เวลานานเกือบ 2 สัปดาห์ (ปกติเล่นเกมนานอยู่แล้ว) โดยรวมก็ถือว่า
ประทับใจดีทีเดียว
จุดเด่น จุดขาย ระบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเกม
สำหรับผมเอง ความประทับใจแรกสุดหลังเปิดเกมขึ้นมาเลยก็คือ opening theme
ซึ่งฟังเพราะรื่นหูดี (ผมไม่ใช่พวกหูทองนะ บางคนอาจไม่เห็นด้วย) ซึ่งเป็นของศิลปิน
วงไหนนั้น ก็ไม่ได้ไปหามาเหมือนกัน (ตอนฉากจบก็ขึ้นบอก แต่จำบ่ได้) ซึ่งถ้าเป็น
ภาคภาษาญี่ปุ่น เนื้อร้องจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ภาคที่ผมเล่นเป็นภาคภาษาอังกฤษ
เนื้อร้องจึงเป็นภาษาอังกฤษ แต่ตรงท่อนฮุครู้สึกจะเนื้อร้องเหมือนกัน ความหมายของ
เพลงดูเหมือนจะสอดคล้องกับเนื้อเรื่องดี (การบินบนฟากฟ้า)
ระบบต่อสู้เป็นอีกจุดเด่นของเกมตระกูลนี้ การต่อสู้ไม่ใช่การใส่คำสั่งเป็นเทิร์นๆ แล้ว
ดูตัวละครออกมาฟันฉับๆใส่ศัตรู หรือ รอเกจเวลาเพื่อใส่คำสั่งแล้วดูตัวละครมาร่ายเวท
ระบบการต่อสู้ของเกมนี้ จะมีเกจเวลาของทุกตัวละครไม่เว้นแม้แต่ศัตรู เพื่อแสดงให้
เห็นว่าใครจะสามารถตัดสินใจใส่คำสั่งได้ก่อน และมีการโจมตีแบบ Critical ที่ทำให้
เกจเวลาของผู้ที่ถูกโจมตีกระเด็นกลับไปจนไม่สามารถใส่คำสั่งได้ ต้องรอจนกว่าเกจ
เวลาจะวิ่งกลับมา และในบางครั้งการโจมตีแบบ Critical ยังทำให้ศัตรูกระเด็นลอยขึ้น
ไปกลางอากาศ ช่วยให้ตัวละครในกลุ่มของเราเข้าโจมตีต่อเนื่อง Aerial Combo กลาง
อากาศได้อีกด้วย
ตำแหน่งของการยืนของตัวละครในฉากต่อสู้ ยังมีผลต่อท่าโจมตีพิเศษบางท่า ที่โจมตี
ศัตรูเป็นขอบเขตพื้นที่ หากยืนในตำแหน่งที่เหมาะสมจะสามารถโจมตีศัตรูจำนวนมาก
ในครั้งเดียว การตัดต่อ มุมกล้อง ความรวดเร็ว แอ็คชั่นต่างๆ ในฉากต่อสู้ของเกมนี้ทำได้
เหมาะสมลงตัว ทำให้ผู้เล่นแทบไม่รู้สึกเบื่อแม้จะต้องต่อสู้กับศัตรูหลายครั้งก็ตาม
อีกระบบที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์สำคัญของแกรนเดีย ก็คือ การถ่ายทอดเรื่องราว
หรือการคุยหาข่าวสารนั่นเอง สำหรับใครที่เล่นเกมตระกูลนี้แบบรีบเล่นผ่านเรื่องให้จบ
นับว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้สัมผัสรายละเอียดลึกๆที่ผู้สร้างเกมนี้จงใจถ่ายทอดออกมา
การพูดคุยหาข่าวสารกับชาวบ้านหรือตัวละครต่างๆ ในเกมนี้ นอกจากจะได้รับข่าวสาร
แล้ว สิ่งที่ผู้สร้างเกมพยายามจะสื่อออกมาก็คือ ชีวิต และเหตุการณ์รอบข้าง ผู้คนต่างๆ
ในเกม ซึ่งดำเนินไปพร้อมๆกับการผจญภัยของพวกตัวเอก ตัวประกอบต่างๆในเกมนี้จะ
ถูกสร้างขึ้นให้เหมือนกับมีชีวิตอยู่จริงๆ บางคนจะมีนิสัยเฉพาะตัว มีคำพูดติดปาก มีความ
เกี่ยวโยงกัน มีการดำเนินเหตุการณ์แวดล้อมเปลี่ยนไปตามระยะเวลา ที่ตัวเอกเดินทาง
ตัวเอกและเพื่อนร่วมเดินทางก็ถูกแสดงให้เห็นว่ามีการเรียนรู้ มีพัฒนาการ ตัวละครแต่ละ
ตัวเติบโตขึ้น ในขณะที่เกมดำเนินไปเรื่อยๆ ผู้เล่นจะได้เรียนรู้ถึงนิสัยใจคอ ความนึกคิด
ความสัมพันธ์ ของตัวละครเอก แต่ละตัวผ่านทางบทสนทนาที่มีชีวิตชีวาจำนวนมากมาย
เนื้อเรื่อง เนื้อหา
ตัวเอกของเรื่องเป็นหนุ่มน้อยชื่อ ยูกิ (Yuki) มีความฝันจะเป็นนักบินออกบินรอบโลก
และมีฮีโร่ในดวงใจเป็นนักบินระดับตำนาน นี่ก็เป็นเอกลักษณ์ของเกมตระกูลนี้ที่ตัวเอก
จะต้องใส่แว่นตากันลม (แบบนักบินสมัยก่อนใส่กัน) ไว้เหนือหน้าผากทุกภาค (เท่มั้ง?)
นางเอกเป็นสาวน้อยชื่อ Alfina มีชะตากรรมเป็น ผู้สื่อสารกับเทพพิทักษ์ (Guardian)
และมี พี่ชายร่วมสายเลือดที่มีชะตากรรมเดียวกัน เอาแค่นี้ไว้ว่างๆจะมา Spoil ให้อ่าน...
Comment ส่วนตัว
หุๆ ได้เวลาบ่นๆๆ เกมนี้สนุกและประทับใจมาก แต่มีจุดที่ไม่ชอบมากๆอยู่ 1 - 2 อย่าง
ที่เกลียดมากๆเลยคือ.. นางเอก Alfina ทั้งจิตใจร่างกายอ่อนแอ จนจบเกมก็ยังอ่อนแอ
เป็นลมไปก็หลายรอบ เป็นตัวละครที่พื้นฐานทางจิตใจและอารมณ์ไม่เติบโตขึ้นเลย...
แถมใจง่ายยังไงชอบกล รู้จักยูกิแปปๆไม่นานก็ชอบกันซะแล้ว... เฮ้อ~
จุดที่ขัดตาอีกอย่างหนึ่งคือท่าสุดเท่ ที่ตัวละครทุกตัวจะใช้บ่อยๆในเนื้อเรื่อง โดยเฉพาะ
ตัวเอกใช้ตั้งกะต้นจนจบเรื่อง นั่นคือท่า "ยกนิ้วโป้งมาข้างหน้าแล้วยิ้มอย่างเท่ !!!"
อ่า.. มันก็... คงดูเท่มั้ง? แต่ผมว่ามันแปลกๆ บางจังหวะมันดูตลกด้วย ผู้สร้างเกมคงชอบ
หรือมันเป็นเอกลักษณ์ของเกมตระกูลนี้รึเปล่าหนอ แฟนๆเกมนี้ช่วยบอกที...