"โอตาคุ 2 คนกำลังคุยกัน... อิอิ.."
ขณะที่กำลังเสวนาเรื่อง Gundam กับพี่คนหนึ่งอยู่...
ประโยคข้างบนก็หลุดมาเข้าหู...
มองไปทางคนที่พูดออกมา.. แหม่เอ็งก็ไม่ค่อยโอตาคุเลยนะ
แต่จะว่าไป.. โอตาคุ นี่จริงๆมันคืออะไรหว่า...???
โอตาคุ คืออะไร?
เท่าที่ไปค้นๆมา จากที่ต่างๆ ที่อ่านแล้วดูมีความหมายและมี
เหตุผลพอจะเชื่อถือได้บ้าง คงเป็นอันนี้..
"โอตาคุ คำนี้เป็นคำเป็นคำที่ใช้เรียกคนประเภทหนึ่งที่มีอยู่ใน
ญี่ปุ่นปริมาณมากกว่าที่อื่นทั่วไป"
(อืม...ก็คงใช่เนาะ)
"เป็นบุคคล(ผู้ชาย) ที่คลั่งไคล้ในของบางอย่างเข้าขั้นระดับ
แฟนพันธ์แท้ เช่น เกมส์, การ์ตูน, หุ่นยนต์จำลอง, ดารา
ไอดอลสาว, เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ สะสมสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยว
ข้องจนรอบรู้กับเรื่องเหล่านี้"
(เครื่องใช้ไฟฟ้า? โอตาคุตู้เย็นงั้นเหรอ??)
"แต่ก็เป็นคำที่ถูกให้ความหมายแง่ลบว่า เป็นผู้ที่ไม่ทำอะไร
อย่างอื่น ล้มเหลวต่อการใช้ชีวิต การทำงาน เพราะมีบุคลิกที่
แตกต่าง ไม่เข้ากับคนทั่วไปในสังคม"
(อาจจะไม่ใช่ทุกคนล่ะนะ แต่พวกที่หัวแข็ง ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น
เอาแต่จะอยู่ในโลกส่วนตัว มีทัศนคติแคบ คนพวกนี้ ไม่ว่าจะ
เป็นโอตาคุรึไม่ ก็เป็นพวกเข้าสังคมยากอยู่แล้ว...)
"ต้นกำเนิดของคำนี้มาจากคำที่ภาษาญี่ปุ่นใช้ในการเรียกแขก
ของบ้าน แบบสรรพนามบุรุษที่สอง ซึ่งต่อมาถูกนำมาใช้เป็น
สแลงในยุค 80s เมื่อ อากิโอะ นากาโมริ นักเขียนชาวญี่ปุ่น
ใช้คำนี้ในรวมเรื่องขำขันและความเรียง (An Investigation
of Otaku) ซึ่งตีแผ่ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ผิดปรกติของ
คนกลุ่มนี้ จนถูกใช้อย่างแพร่หลายในปี 1989"
(ไว้เดี๋ยวแยกหัวข้อชีวิตความเป็นอยู่ของโอตาคุ ไปอีกที่..)
"ปัจจุบันคำนี้ได้พัฒนาเพื่อแยกประเภทโอตาคุแต่ละประเภท
เช่น โอตาคุหนังสือการ์ตูน(manga otaku), โอตาคุเกมส์
(gamu otaku) ฯลฯ"
(อีกไม่นานคงมี โอตาคุDotA เพราะเวลาไปเที่ยวไหนมักจะ
ชอบจับกลุ่มคุยกันจริง ริกกิยังงั้น..โบนยังงี้.. เดี๋ยวก็นู้บ..
เดี๋ยวก็ตุ๋ย.. กรุไม่ได้เล่นเฟ้ยย ไปคุยกันไกลๆป๊ายย..)
"โดยถ้าเป็นความคลั่งไคล้ระดับที่ไม่ได้ร้ายแรงคำว่า Otaku
จะถูกใช้เป็นคำว่า Mania แทนที่ ในขณะที่มีคำว่า โอโตเมะ
(Otome) ใช้แทน โอตาคุผู้หญิง"
(โอโตเมะ.. มีคำแทนผู้หญิงด้วย พึ่งจะรู้แฮะ...)
เท่าที่อ่านๆดู สรุปได้ว่า ความหมายจริงๆของคำว่า โอตาคุ
ก็คือคนที่มีความบ้าคลั่งไคล้ อะไรซักอย่าง ถึงขั้นรู้ลึกรู้มาก
และมักจะถูกใช้ในแง่ลบมากกว่า...
ปัญหาของโอตาคุในสังคม คืออะไร? เรื่องความชอบหรือ
งานอดิเรก คงไม่มีใครจะมากำหนดหรือชี้ชัดให้คุณได้ว่าสิ่ง
ไหนควรชอบหริอไม่ควรชอบ แต่มันเป็นปัญหาในการแสดง
ออกต่อสังคมมากกว่า.. ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าในสังคมที่คุณ
อยู่ คนส่วนใหญ่จะต้องเคยดูหนังเรื่อง fff เมื่อมีการสนทนา
หรือพบปะกัน ทุกคนจะพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ แต่อาจจะมีเพียง
คุณกับเพื่อนของคุณ แค่ 2 คนที่ไม่ชอบดูหนังเรื่อง fff แต่
ชอบที่จะเลี้ยงปลาทองมากกว่า คุณกับเพื่อนก็จะคุยกันเพียง
เรื่องปลาทอง ปลาท๊อง ปลาทอง.. จนคนรอบข้างอาจจะมอง
คุณ 2 คนว่าเป็นพวกประหลาดที่เอาแต่เลี้ยงปลาทอง และ
อาจจะบัญญัติคำใดๆที่จะมาเรียกคุณ 2 คนหรือคนอื่นๆ ที่
ชอบเลี้ยงปลาทองด้วยกัน.. ซึ่งในที่นี้ คำว่า โอตาคุจึงถูกนำ
มาใช้เรียกแทนกลุ่มคนที่ผิดแผกจากคนทั่วไปในสังคม..
คุณอาจจะมองผ่านไป ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองคุณอย่างไร
ฉันไม่ได้ทำผิดไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ฉันจะเลี้ยงปลาทอง
จะคุยแต่เรื่องปลาทองใครจะว่าอะไรก็ช่างเขา... วิธีการคิด
แบบนี้ในความเป็นจริง มันไม่ได้จบง่ายๆอย่างที่คิด
เพื่อนในสังคมของคุณอาจจะมองว่า พวกเลี้ยงปลาทอง มัน
หัวแข็ง คบยาก และต่อต้านสังคม ซึ่งหากวันใดวันหนึ่งมีคน
ชอบเลี้ยงปลาทองไปก่อคดีปล้นฆ่าข่มขืน ภาพพจน์ของคุณ
ก็จะยิ่งเลวลงไป..
คุณยังต้องใช้ชิวิตอยู่บนโลกนี้ โลกใบกลมๆ ที่มีเพื่อนที่ชอบ
เลี้ยงปลาทองเหมือนๆกัน มีเพื่อนที่ชอบดูหนัง fff มีผู้คนใน
สังคมอีกมากมายหลายร้อยรูปแบบ... เพียงแค่คุณมองโลก
ให้กว้างขึ้น ปรับทัศนคติออกไป อาจจะไม่ต้องดูหนัง fff เพื่อ
มาสนทนากับเพื่อน แต่ไปดูหนัง jjj หรือ ไปทำกิจกรรมอื่นๆ
ไม่ใช่ยึดติดแต่เพียงการเลี้ยงปลาทองไปวันๆ.. คุณก็จะอยู่ใน
สังคมร่วมกับคนอื่นๆได้อย่างมีความสุขไม่ว่าคุณจะถูกเรียกว่า
โอตาคุ หรือ โอโตเมะหรือ อะไรๆก็ตาม...